เนสกาแฟ เดย์ 2020 ชงเพื่อความยั่งยืน
เนสกาแฟก็เป็นอีกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มุ่งมั่นในการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ 95% เพื่อสร้างสรรค์อนาคตปลอดขยะให้คนไทย สอดคล้องกับพันธกิจระดับโลกของเนสท์เล่ที่มีเป้าหมายเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้รีไซเคิลได้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 95% จึงถือเอาวันดีอย่างวันกาแฟสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี นำร่องเปิดตัวนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ใน 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ คือ
1. เปลี่ยนซองเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูให้เป็นแบบ Mono Structure ซึ่งผลิตจากพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% ครั้งแรกของโลก เป็นการต่อยอดจากการนำร่องใช้ในผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิม ในช่วงกลางปีนี้ โดยนวัตกรรมดังกล่าวจะถูก ขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูทั้งหมดภายในไตรมาส 1 ปี 2564
2. เปลี่ยนกระป๋องพร้อมดื่มจากกระป๋องเหล็กให้เป็นกระป๋องอะลูมิเนียม เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ได้ครบทั้งหมด ภายในเดือนตุลาคมปีนี้ หลังจากทยอยเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมใน 2 รสชาติ คือ ลาเต้ และ แบล็กไอซ์ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา และล่าสุดคือ เอสเปรสโซ โรสต์
จากข้อมูลของกรมมลพิษเมื่อปี 2562 พบว่า คนไทยสร้างขยะพลาสติกมากถึง 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน และมีขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยประมาณ 27.04 ล้านตันต่อปี ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ขยะบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติกที่แปลกปลอมอยู่ในทะเล เป็นปัญหาเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกคนต้องร่วมมือกันรับผิดชอบ ตั้งแต่ต้นน้ำ หรือผู้ผลิต ไปถึงปลายน้ำอย่างผู้บริโภค รวมไปถึงการจัดการขยะที่ถูกวิธี เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม”
“ขยะพลาสติกมันมหาศาล เราต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างเป็นระบบ การที่เนสกาแฟลุกขึ้นมาประกาศพันธกิจสู่ความยั่งยืน เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค ผมว่าการจะเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เดิมให้ง่ายต่อการรีไซเคิล ต้องลงทุนทั้งด้านทีมงานและเทคโนโลยีในการวิจัยพัฒนา ตลอดจนความกล้าเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องใช้เวลาให้ความรู้และผลักดันการเปลี่ยนแนวความคิดและเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในส่วนอื่น ๆ อีกด้วย ผมเชื่อว่า หากผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมมือกันอย่างจริงจัง ภารกิจในการเปลี่ยนโลกของเราให้น่าอยู่จะเป็นจริงได้ครับ”
นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “เนสกาแฟเป็นแบรนด์กาแฟชั้นนำระดับโลกของเนสท์เล่ที่เชื่อมทุกความผูกพันกับผู้บริโภคมานานกว่า 47 ปี เราต่อยอดความมุ่งมั่นของแบรนด์เนสกาแฟในการเชื่อมทุกความผูกพันอย่างมีความหมายมากกว่าเดิมในปีนี้ การจัดการขยะพลาสติกเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด เราจึงเป็นผู้นำในการประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเนสท์เล่ในประเทศไทยให้นำไปรีไซเคิลได้ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจด้านความยั่งยืนของเนสท์เล่ระดับโลก ที่ตอกย้ำเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการเปิดพลังแห่งอาหารเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับทุกคนในวันนี้และในอนาคต (Unlocking the power of food to enhance quality of life for everyone, today and for generations to come)”
จากความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนจึงเป็นที่มาของแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ในปีนี้ที่มาพร้อมคอนเซ็ปท์ ‘เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน’ ชวนคอกาแฟทั่วประเทศมาร่วมรักษ์โลก ด้วยการ
1. จัดโชว์เคสไอเดียการอัพไซคลิ่งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำซองผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูที่คอกาแฟส่งมาร่วมชิงโชคทุกปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100 ล้านซองมาเพิ่มมูลค่าด้วยการอัพไซคลิ่งเป็นวัสดุรักษ์โลกอย่างไม้เทียม (Wood Plastic Composite- WPC) สำหรับทำเป็นโต๊ะอาหารเพื่อมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ 100 โรงเรียน พร้อมกับนำไปใช้ตกแต่งเนสกาแฟฮับ 7 สาขา ได้แก่ 2 สาขาใหม่คือ BTS เพลินจิต และหมอชิต และจะทยอยเปลี่ยนใน 5 สาขาเดิม คือ BTS ชิดลม อารีย์ อนุสาวรีย์ชัย ศาลาแดง และช่องนนทรี และตกแต่งเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ด้วย
2. จัดการประกวดสร้างสรรค์ไอเทมใหม่จากการนำกระป๋องอะลูมิเนียมไปรีไซเคิล ได้ร่วมมือกับอาจารย์วิทยาลัยสารพัดช่าง ระยอง นำกระป๋องอะลูมิเนียมใช้แล้วมาสร้าง Prototype หุ่นยนต์วัดอุณหภูมิร่างกายที่สามารถแจกตัวอย่างเครื่องดื่มได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาอาชีวะได้เห็นว่า ขยะสามารถนำไปใช้ต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมได้ ซึ่งจะเริ่มดำเนินโครงการในเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป
ด้าน อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม เสริมว่า “หลังจากมีโอกาสไปลงพื้นที่ถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับป่าพรุเมื่อต้นปี ทำให้จากที่อินกับธรรมชาติอยู่แล้ว ยิ่งอินขึ้นไปอีก และอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม พอได้เห็นเนสกาแฟ มีพันธกิจเพื่อโลกแบบนี้ ก็รู้สึกดีใจ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับประสบการณ์การดื่มกาแฟที่แตกต่าง หอมกรุ่น นุ่มละมุนแล้ว ยังมีนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลได้ ฟินทั้งคนดื่มแถมยังดีต่อโลก ผมมองว่า ทุกคนไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพราะต่อให้เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แต่ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกันก็จะสามารถช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นได้ ตัวผมเองเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว อย่างการฝึกนิสัยแยกขยะ หลักการง่าย ๆ ของผม คือ แยกประเภท และไม่ทิ้งเศษอาหารไปปะปนกับขยะอื่น ๆ เด็ดขาด”
อีกหนึ่งความพิเศษของแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ในปีนี้ คือ การเปิดตัวแคมเปญ Red Pillar 2020 ซึ่งยังคงแกนหลักของไอเดียที่ต้องการเชื่อมทุกความผูกพัน พร้อมส่งต่อสมการความผูกพันครั้งใหม่ ด้วยธีม “สมการความผูกพันที่ไม่สิ้นสุด” มาพร้อมไฮไลท์ที่เชื่อว่าต้องถูกใจคอกาแฟ ด้วยการนำ 8 แบรนด์แอมบาสเดอร์ นำทีมโดย เจมส์–จิรายุ ต่อ–ธนภพ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ไอซ์-พาริส เจเจ-กฤษณภูมิ แบงค์-ธิติ และ แพต-ชญานิษฐ์ ที่ล้วนเป็นนักแสดงแถวหน้าของไทยมาร่วมแสดงในเว็บฟิล์มตัวใหม่ ซึ่งออนแอร์ครั้งแรกทางเฟซบุ๊กและยูทูบเนสกาแฟในวันที่ 1 ตุลาคม 2563